มีคนชมอยู่ 22 คน
หน้าหลัก ð เว็บบอร์ดð ðสมุดเยี่ยมðติดต่อเรากวยð รูปภาพ ð วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน. 2560
    ผู้เข้าชม : 1077986 คน

       ศิลปวัฒนธรรมกวย
       วิถีชีวิตกวย
       ช้างกับกวย
       พิธีกรรมกวย
       ห้องสมุดกวย
       โครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้กวย
       โครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       วีดิทัศน์ประวัติศาสตร์และพิธีกรรมกวย/ส่วย

       โครงการสร้างอุทยานทางพระพุทธศาสนา
       เจดีย์
       พระพุทธรูป
       รูปเหมือนบุคคลสำคัญ
       สังเวชนียสถาน
       สิ่งศักดิ์สิทธิ์

       ภาษากวย(ส่วย)
       สนทนาภาษากวย
       ฟังเสียงพุทธธรรมภาษากวย
       พจนานุกรมกวย
       ภาษาบังคับช้าง

       ประวัติศาสตร์กวย
       วิถีชีวิตชาวกวย
       การศึกษาวิเคราะห์มรรควิธีแห่งโกอาน

       หลักสูตรพระพุทธศาสนา
       สื่อการสอนพระพุทธศาสนา
       แผนการสอนพระพุทธศาสนา
       กิจกรรมการเรียนการสอน
       ที่อยู่สถาบันอุดมศึกษา

       ข้าวมะลิ
       ผ้าไหม
       ผลิตภัณฑ์ OTOP กวย

       มูลนิธิกวย
       ทุนนิธิกวย
       ทุนการศึกษากวย
       มูลนิธิหลวงพ่อพระพุทธเมตตา

       วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ
       มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย
       วัดไทยไวสาลี อินเดีย
       วัดไทยพุทธกตัญญูรัชคุณวิหาร อินเดีย
       จังหวัดสุรินทร์
       อำเภอสังขะ
       สถาบันการศึกษา
       หมู่บ้านในเขตตำบลขอนแตก
       วัดในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนจิตรลดา

       สมาชิกเข้าระบบ
       ลืมรหัสผ่าน
       สมัครสมาชิกใหม่




เธชเธฑเธ‡เธเธฑเธชเธชเธฐ

****

ที่ตั้งและลักษณะภูมิประเทศ

                สังกัสสะนคร เรียกตามสำเนียงสันสฤตว่า สังกัศยะ (Sankasya) หรือในปัจจุบันเรียกว่า สังกิสสะ (Sankissa) เป็นนครอยู่ในแคว้นปัญจาบ  ปัจจุบันอยู่ไกลจาก สาวัตถีไปประมาณ  ๙๐  ไมล์  โดยตั้งอยู่ระหว่างลักเนาว์กับอัคร่า  ห่างจาก เมืองกานบุรีไป  ๘๗  ไมล์  เป็นหมู่บ้านสังกิสะ ใกล้แม่น้ำกาลี ในเขตของอำเภอ ฟาร์รุกฮะบาด  (FARRUK - HABAD)  ในรัฐอุตตรประเทศ

                ตามประวัติศาสตร์ของอินเดียบันทึกไว้ว่า สังกัสสะเป็นเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา  อีกแห่งหนึ่งที่มั่นคง  เมื่อถึงกาลอวสานสภาพเมืองกลับกลายเป็นป่าในที่สุด  ยิ่งเมื่อประมาณ พ.. ๑๗๖๒  บรรดาพราหมณ์พากันยุยงราชาไชยจันทร์แห่งเมืองกาเนาซ์ (หรือกาโนชน์)  ว่า พระพุทธศาสนาเป็นภัยอันตรายร้ายแรงต่อฮินดู  หากขืนปล่อยไว้บ้านเมือง จะล่มสลาย  ราชาไชยจันทร์จึงกรีฑาทัพมาทำลายเสียราบคาบ  สังกัสสะ จึงกลายเป็นเศษกองอิฐและเสื่อมสลายกลายเป็นแผ่นดินท้องทุ่งโล่งในที่สุด

                ดร.รามรุท  สิงห์  นักประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาแห่ง มหาวิทยาลัยมคธ  รัฐพิหาร  กล่าวว่าความจริงพราหณ์เองก็ถือว่าสังกัสสปะ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของเขาเหมือนกัน  ในคัมภีร์รามายณะเรียกสังกัสสะว่า  “สังคัสสะ”  การที่พวกพราหมณ์ต้องทำลายสังกัสสะเสียนั้น  คงเนื่อง มาจากศาสนาพุทธรุ่งเรืองมาก   ไม่กระนั้นพวกพราหมณ์คงจะหมดอาชีพไป

ความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ

                เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์  แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษา    บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เพื่อทรงแสดงพระธรรม เทศนาอภิธรรม    คัมภีร์โปรดพุทธมารดาตลอด    เดือน  จนกระทั่งเมื่อถึงวันมหาปวารณาได้เสด็จมาสู่มนุษยโลก พระมหาโมคคัลลานะ  แสดงปาฏิหาริย์เข้าเฝ้าพระพุทธองค์    บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์  ทูลถามว่าพระองค์เสด็จมาสู่โลก มนุษย์     ที่ใดพระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า  พระสารีบุตร  และเธอจำพรรษาที่ใด  เมื่อทราบคำ กราบทูลว่าท่านทั้งสองจำพรรษาอยู่ที่นครสังกัสสะ  พระพุทธองค์จึงทรงตกลงพระทัยเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ที่ใกล้ประตูเมืองสังกัสสะนคร  ท่ามกลางเทพพรหม  ซึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร วันนั้นพระทรงโปรดให้โลกทั้ง ๓ (สวรรค์ มนุษย์ นรก) ให้สามารถมองเห็นกันได้ทั้งหมด คือญาติที่เสียชีวิตถ้าอยู่บนสวรรค์ ก็สามารถเห็นญาติในเมืองมนุษย์ ญาติที่ตกนรกอยู่ก็สามารถเห็นญาติในเมืองมนุษย์ได้ ส่วนมนุษย์ก็สามารถเห็นญาติของตนทั้งในนรกและบนสวรรค์เช่นกัน หรือที่เรียกว่า วันพระเจ้าเปิดโลก  ทำให้ผู้ที่ไม่เลื่อมใสได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วยิ่งเลื่อมใสยิ่งขึ้น

นครสังกัสสะนครหลังพุทธกาล

                ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวกันว่า  คราวเมื่อพระบรมศาสดา เสด็จลงจากดาวดึงส์ สวรรค์  นภากาศปรากฏบันไดทอง  บันไดแก้วมณี  และบันไดเงิน ขึ้นทางขวาเป็นที่ลงของพระพรหมทางซ้ายเป็นที่ลงของเทพยดา เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จถึงพื้นดินบันไดทั้งสามก็อันตรธานไปเหลือให้เห็น เพียงเจ็ดขั้น  พระเจ้าอโศกมหาราชทรงขุดดูลึกลงไปก็ยังไม่สิ้นสุด  พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธายิ่ง  จึงได้สร้างอุโบสถคลุมบันไดไว้  พร้อมกับโปรดให้สร้างพระพุทธรูปสูง  ๑๖  ฟุต  ปักเสาศิลาจารึกและประดิษฐานสิงโตไว้บนยอดเสา

                พ.ศ. ๙๔๓ ท่านหลวงจีนฟาเหียน  เรียกนครสังกัสสะว่าสังเกียส  ประวัติศาสตร์ในยุคหลังปรินิพพานไม่ชัดเจนนักทราบเพียงบางส่วนที่กล่าวไว้ในสังคีติ     คือ  เมื่อการทำสังคายนาครั้งที่ ๒  ที่พระเรวตะมาพักที่นครสังกัสสะ  แล้วค่อยเดินทางไปร่วมประชุมที่วาลิการาม  นครเวสาลี  ตามบันทึกยังกล่าวอีกว่า  บริเวณนครสังกัสสะมีอาณาเขตถึง  ,๐๐๐  ลี้  มีวัดทางพระพุทธศาสนาถึง    วัด พระสงฆ์อีก  ,๐๐๐  รูป  ทั้งหมดเป็นพระทางฝ่ายเถรวาทหรือสถวีระ  นิกายมิติวาทซึ่งแยกมาจาก นิกายวัชชีปุตตกวาท  มีเทวาลัยอยู่  ๑๐  แห่ง  และในเมืองนี้ยังมีนักบวชนอกพระพุทธศาสนาอยู่เป็นจำนวนมาก

                พระถังซำจั๋ง  ได้บันทึกนครสังกัสสะว่า  พลเมืองที่อยู่อาศัยที่  สังกัสสะ  มีกิริยานุ่มนวล  พวกผู้ชายตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน  มีสังฆารามใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปงามวิจิตร  ในบริเวณ สังฆารามมีบันได    ขั้น  ตั้ง เรียงกันเป็นที่หมายว่าพระบรมศาสดาเสด็จลงจากดาวดึงส์สวรรค์สู่โลกมนุษย์ที่แห่งนั้น  ซึ่งปัจจุบันนี้มีแต่เพียงซากอุโบสถเป็นเพียงกองดินเป็นเนินสูง ขึ้นไป  เบื้องล่างใกล้เคียงกันมีเสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช  ส่วนบนเป็น รูปช้าง  แต่ก็ถูกทำลายลงเหลือแต่เพียงตอ เท่านั้น

                พระถังซำจั๋ง  กล่าวถึงหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกว่า  ขณะที่ ท่านพบ  สูงประมาณ  ๗๐  ฟุต  ตั้งอยู่ข้างวิหาร  ยามเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์  หลังนี้จะสะท้อนเป็นสีชมพูส่องแสงแวววับ  ด้วยว่าสร้างจากหินอย่างดี  บดละเอียดมีสิงโตหมอบตั้งอยู่บนยอดเสา  หันหน้าไปทางบันไดทั้งสามนั้น  ข้างเสาหินได้เห็นสถูปและวิหารที่พระพุทธองค์เสด็จเข้าสมาธิ  ข้างวิหาร มีกำแพงยาว    ก้าว  สูง    ฟุต  เป็นที่พระบรมศาสดาเดินจงกรมมีรูปดอกบัว  เป็นเครื่องหมายอยู่บนกำแพง  อย่างเดียวกับที่พุทธคยา

                ท่าน เซอร์  คันนิ่งแฮม  ได้เดินทางมาสำรวจโบราณสถานที่สังกัสสะ  เมื่อปี  .. ๒๓๘๕  ได้พบซากวิหารกำแพงและพระพุทธปฏิมากรบางส่วน เท่านั้น

สถานที่น่าสนใจ

          ๑. เนินสถูป

                เป็นดินขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๑๒ เมตร มีซากอิฐเรียงรายขนาดใหญ่เหมือนป้อมต่อมาป้อมได้พังลงตามกาลเวลา ซึ่งเป็นสถูปที่พระเจ้าอโศกสร้างถวาย ซึ่งได้ปักเสาหินรูปช้างไว้ข้างสถูปด้วย เมื่อสถูปได้ผุพังตามกาลเวลาไม่มีใครดูแลได้มีชาวฮินดูน้ำรูปพระศิวะ และพระนางปารวตีไปตั้งไว้  จึงเป็นที่บูชาของชาวฮินดู แล้วสร้างวัดฮินดูครอบไว้นามว่า วิสาลีเทวีมันตีร นอกจากนั้นภายในเนินสถูปพบพระพุทธรูปเก่าเป็นจำนวนมาก แต่ได้สูญหายไปหมด เมื่อเจ้าหน้าที่มาสำรวจึงเหลือเพียงบางองค์ที่แตกหักเท่านั้น

          ๒. เสาอโศก

                คงเหลือไว้แค่ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปช้างตัวเดียว งวงหักไป ทำจากหินทรายแดงขัดมัน สูงราว ๒ เมตร ไม่มีข้อความจารึกเขียนไว้

                ๓. ภาพพระพุทธเจ้า

                ห่างจากเสาอโศกเล็กน้อยมีอาคารขนาดเล็กตั้งอยู่ ด้านในมีภาพแกะสลักสีดำ ซึ่งพบโดยดร.พระวิชัยโสมรัตนะเถระ ชาวศรีลังกา ตั้งอยู่ใกล้สระน้ำของหมู่บ้าน เป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จลงมาจากสวรรค์ โดยมีท้าวมหาพรหมถือฉัตรให้พระพุทธองค์ยืนอยู่เบื้องซ้าย ท้าวสักกะถือบาตร ท้าวสุยามะถือแส้จามร ถวายงานพัดพระศาสนา ปัญจสิขเทพบุตรบรรเลงพิณ มาตุลีเทพบุตรถือของหอมบูชา มีบันได ๓ อย่าง คือบันไดทอง บันไดแก้ว บันไดเงิน

                ๔. วัดศรีลังกา

                วัดเทโวอาโรหณะ ไมตรียะ พุทธวิหาร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งมีพระวิชัย โสมะ มีพระจำพรรษา ๒ รูป คือ ดร.พระปัญญาสาระเถระ เป็นเจ้าอาวาส มีโรงเรียนระดับมัธยมภายในวัดด้วย เพื่อสอนเด็กยากไร้ทั่วไป สามารถเป็นที่พักได้

                ๕. วัดอินเดีย

                วัดศากยมุนี พุทธวิหาร อยู่ห่างจากสถูปประมาณ ๑ กิโลเมตร ในเขตอำเภอเมนบุรี สร้างโดยพระธัมมปาละ พระชาวอินเดียที่จบจากมหาวิทยาลัยสัมปูรณานันทสันสฤต พาราณสี เป็นศิษย์วัดพระยายัง กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่

                ๖. วัดที่กำลังก่อสร้างคือ วัดพม่า วัดเกาหลี และวัดธิเบต

 

*********


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


 

   

       ประวัติครูอาจารย์
       บรรพบุรุษกวย
       ประวัติศาสตร์กวย


       โครงการจัดสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
       หลักปฏิบัติ
       กิจกรรมการปฏิบัติ
       ระเบียบการปฏิบัติ
       ติดต่อเข้าปฏิบัติ
       แผนที่การเดินทาง


       สังเวชนียสถาน
       ลุมพินี
       ราชคฤห์
       นาลันทา
       พุทธคยา
       สารนาถ
       ไวสาลี
       สังกัสสะ
       สาวัตถี
       กุสินารา
       อชันตา
       แอลโลร่า
       ประวัติเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ อินเดีย*
       ประวัติพระปางปฐมเทศนา สารนาถ
       ประวัติหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       ประวัติหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทา อินเดีย


       พุทธคยา ดงคสิริ ราชคฤห์ นาลันทา
       สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
       สังเวชนียสถาน และถ้ำอชันตา แอลโรล่า
       สังเวชนียสถาน และทัชมาฮาล
       แนะนำไหว้พระอินเดีย - ตามรอยบาทพระศาสดา


       เช่าบูชาหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       เช่าบูชาพระปางปฐมเทศนา สารนาถ หินดำแท้ อินเดีย
       เช่าบูชาหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทาแท้ อินเดีย
       ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล อินเดีย
       เช่าบูชากุมารน้อย หรือเบบี้บุดด้า Baby Buddha
       เช่าบูชาพระปางปรินิพพาน กุสินารา
       เช่าบูชาเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       เช่าบูชาล็อคเก็ตพระพุทธเมตตา ล็อคเก็ตอินเดีย


       แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
       ทางตอนเหนือ ประเทศกัมพูชา
       จังหวัดสุรินทร์
       จังหวัดศรีสะเกษ
       จังหวัดบุรีรัมย์
       จังหวัดอุบลราชธานี
       จังหวัดสุพรรณบุรี
       จังหวัดสระแก้ว


       ข่าวสด
       มติชน
       สยามรัฐ
       คมชัดลึก
       เดลินิวส์
       ไทยรัฐ


ศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกวย (ส่วย)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะสลัก ๓ ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
โทร/โทรสาร. ๐๒-๒๒๑-๘๘๙๑, ๐๒-๒๒๓-๖๓๕๒, ๐๘๑-๗๒๑-๕๒๔๑
© COPYRIGHT 2008 ALL RIGHTS RESERVED WWW.KUAY.ORG