มีคนชมอยู่ 15 คน
หน้าหลัก ð เว็บบอร์ดð ðสมุดเยี่ยมðติดต่อเรากวยð รูปภาพ ð วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน. 2560
    ผู้เข้าชม : 1077970 คน

       ศิลปวัฒนธรรมกวย
       วิถีชีวิตกวย
       ช้างกับกวย
       พิธีกรรมกวย
       ห้องสมุดกวย
       โครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้กวย
       โครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       วีดิทัศน์ประวัติศาสตร์และพิธีกรรมกวย/ส่วย

       โครงการสร้างอุทยานทางพระพุทธศาสนา
       เจดีย์
       พระพุทธรูป
       รูปเหมือนบุคคลสำคัญ
       สังเวชนียสถาน
       สิ่งศักดิ์สิทธิ์

       ภาษากวย(ส่วย)
       สนทนาภาษากวย
       ฟังเสียงพุทธธรรมภาษากวย
       พจนานุกรมกวย
       ภาษาบังคับช้าง

       ประวัติศาสตร์กวย
       วิถีชีวิตชาวกวย
       การศึกษาวิเคราะห์มรรควิธีแห่งโกอาน

       หลักสูตรพระพุทธศาสนา
       สื่อการสอนพระพุทธศาสนา
       แผนการสอนพระพุทธศาสนา
       กิจกรรมการเรียนการสอน
       ที่อยู่สถาบันอุดมศึกษา

       ข้าวมะลิ
       ผ้าไหม
       ผลิตภัณฑ์ OTOP กวย

       มูลนิธิกวย
       ทุนนิธิกวย
       ทุนการศึกษากวย
       มูลนิธิหลวงพ่อพระพุทธเมตตา

       วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ
       มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย
       วัดไทยไวสาลี อินเดีย
       วัดไทยพุทธกตัญญูรัชคุณวิหาร อินเดีย
       จังหวัดสุรินทร์
       อำเภอสังขะ
       สถาบันการศึกษา
       หมู่บ้านในเขตตำบลขอนแตก
       วัดในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนจิตรลดา

       สมาชิกเข้าระบบ
       ลืมรหัสผ่าน
       สมัครสมาชิกใหม่




๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ๏ฟฝ

****

ดินแดนที่พระพุทธองค์ประทับอยู่นาน

                สาวัตถี  ตั้งอยู่บนที่ลุ่มใกล้กับแม่น้ำอจิรวดี  ปัจจุบันมีชื่อเรียกใหม่ว่า  สาเหตุ - มาเหตุ  (Saheth - Maheth) อยู่ในจังหวัดบาห์ไรจ์  (Bahraich)  รัฐอุตตรประเทศ  อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ บาลรัมปูร์  (Balrampur)  ประมาณ  ๑๖  กิโลเมตร  จากชุมทางสถานีรถไฟลักเนาว์  (Lucknow)  ประมาณ  ๑๖๐  กิโลเมตร  ห่างจากเมืองโครักขปูร์  (Gorakhpur)  ประมาณ  ๑๘๕  กิโลเมตร

                รัฐบาลได้ทำการขุดค้นและได้พบหลักฐานแสดงว่าซากเมืองที่เรียก ว่า  มาเหตุ  ได้แก่ตัวเมืองสาวัตถีในพุทธกาล  ตั้งอยู่บนฝั่งทิศใต้ของแม่น้ำ ราปติ  (Rapti)  ซึ่งครั้งพุทธกาลเรียกแม่น้ำนี้ว่าอจิรวดี

                ส่วนบริเวณสาเหตุ  ก็ได้แก่ซากวัดเชตวันฯ  ตั้งอยู่ทางใต้ของเมือง ประมาณ    กิโลเมตร  บริเวณวัดพระเชตวันมหาวิหาร  มีเนื้อที่ประมาณ  ๘๐  ไร่  รัฐบาลได้ทำการสำรวจพบซากกุฏิ  วิหาร  สถูปเจดีย์  และเสนาสนะสงฆ์อื่น ๆ  มากมาย  รัฐบาลได้ล้อมรั้วไว้อย่างมิดชิด  ปัจจุบันเสียค่าเข้าชมท่านละ ๑๐๐  รูปี  (.. ๒๕๔๗)

 

สาวัตถีในสมัยพุทธกาล

                สาวัตถี  เป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล  มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ที่สุดแคว้นหนึ่งในสมัย  พระเจ้า ปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ปกครอง  มีพระนางมัลลิกาเทวีเป็นพระมเหสี  ทั้งสองพระองค์ทรงเลื่อมในในธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างยิ่ง

          สมัยหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกะ ได้ไปยังเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยกองเกวียน ๕๐๐ เล่ม เพื่อทำธุรกิจการค้า ได้พักอยู่บ้านราชคฤห์เศรษฐี พี่ชายของนางบุญลักษณา (นางบุญลักษณาเป็นภรรยาของท่านอนาถบิณฑิกะมหาเศรษฐี) ในวันนั้น ราชคฤห์เศรษฐี จัดเตรียมสถานที่ คนงาน อาหารเพื่อเลี้ยงพระในวันพรุ่ง การต้อนรับปราศรัยจากเศรษฐีเมืองราชคฤห์ ซึ่งไม่เหมือนคราวที่แล้วมา ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงได้ถามและได้ทราบความจริงนั้นทั้งหมดก็เกิดความปีติยิ่งพอได้ยินว่า “พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก” และจะเสด็จมารับอาหารบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ท่านอนาถบิณฑิกะปลาบปลื้มเป็นยิ่งนักอยากเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเดี่ยวนั้น แต่เวลาไม่อำนวยเนื่องจากเป็นเวลาเป็นเวลาค่ำมืดเสียแล้ว จึงคิดว่าวันพรุ่งนี้เราจะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่เช้าตรู่คืนนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะนอนไม่ค่อยหลับ เพราะจิตใจอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นหนักหนา สะดุ้งตื่นขึ้นมีถึง ๓ ครั้ง ตื่นมาทีไรก็เปิดหน้าต่างดูท้องฟ้า ว่าสว่างแล้วหรือยัง ครั้นเมื่อสว่างแล้วจึงได้เฝ้าพระพุทธองค์ พระองค์ได้แสดงอนุปุพพิกถาแก่ท่านเศรษฐี นั่นคือ ทาน ศีล ซึ่งเป็นกุศลวัตรอันผู้ครองเรือนพึงบำเพ็ญให้บริบูรณ์ สวรรค์ เป็นผลอันผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมทั้ง ๒ ประการนั้น จะพึงได้คำนึง จากนั้นทรงแสดง กามาทีนวะ คือโทษทั้งหลายของกามคุณทำให้ต่ำ ทำให้ทราม ทำให้เศร้าหมอง ทุกข์ใจ กระวนกระวายใจ และสุดท้ายทรงแสดงอานิสงส์แห่งเนกขัมมะ คือการออกบวช อันเป็นอุบายห่างจากความวุ่นวายและเป็นหาทางแห่งสันติสุขโดยลำดับ จากนั้นทรงแสดงอริยสัจ ๔ ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาท่านอนาถบิณฑิกะ ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นโสดาบัน ท่านได้แสดงตนเป็นอุบาสก และได้อาราธนาพระบรมศาสดาให้เสด็จไปเมืองสาวัตถีหลังจากที่พระพุทธเจ้ารับอาราธนาแล้ว ท่านอนาถบิณฑิกะ จึงได้กลับมาเพื่อค้นหาสถานที่อันควร เพื่อจะสร้างเป็นที่ประทับของพระพุทธจ้าปรากฏว่าท่านเห็นสวนเจ้าเชตุกุมาร เหมาะสมกว่าที่อื่น ๆ ด้วยว่าสวนแปลงนี้กว้าง ทั้งเต็มไปด้วยไม้งามร่มรื่น ปราศจากการรบกวนจากบุคคลภายนอก เพราะเป็นอุทยานที่เสด็จประพาสของพระราชกุมาร เมื่อท่านอนาถบิณฑิกะตกลงใจที่ซื้อสวนนี้ เจ้าเชตได้เรียกร้องให้นำเอาแผ่นทองคำ มาเรียงทั่วบริเวณ อนาถบิณฑิกะ จึงให้คนนำเกวียนบรรทุกแผ่นทองคำมาเรียงจนเต็มบริเวณนั้นทั้งหมด ด้วยเหตุนั้นสวนอุทยานเพียงเล็กน้อย เจ้าเชตต้องการร่วมทำบุญด้วยจึงมอบที่นั้นให้ โดยไม่ต้องนำแผ่นทองคำมาเรียงอีก แต่ให้สร้างซุ้มประตูแทน เหตุนั้นเมื่อวัดถูกสร้างเสร็จเรียบร้อย ซุ้มประตูวัดจึงมีชื่อ เจ้าเชตุจารึกไว้ อันเป็นที่มาของชื่อวัดว่า “เชตวันมหาวิหาร”

          เมื่อได้ที่ดินแล้ว ท่านได้เริ่มงานสร้างวิหาร เช่น กุฏิที่ประทับของพระพุทธจ้า ๔ หลัง คือ คัณธกุฎี  กเรริกุฎี สลลกุฎี และโกสัมพกุฎี นอกนั้นมีวิหารหลวงธรรมสภา กุฎีพระอัครสาวก (เช่น พระสีวลี,  พระมหากัสสปะ,  พระมหาโมคคัลลานะ,  พระสารีบุตร, พระอานนท์,  พระองคุลิมาล) อาคารที่พักพระอาคันตุกะ อาคารศาลาพิจารณาอธิกรณ์ของภิกษุชาวโกสัมพี พร้อมกับห้องพัก โรงครัว เวจกุฎี ห้องน้ำ บ่อน้ำ เป็นต้น และยังทรงให้สร้างศาลาที่พักริมทางจากกรุงราชคฤห์ถึงกรุงสาวัตถี ๔๕ โยชน์ ๔๕ หลัง เมื่อการก่อสร้างพระอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ได้นิมนต์พระพุทธเจ้าจากเมืองราชคฤห์ มาเพื่อรับการมอบถวายพระวิหาร ท่านอนาถบิณฑิกะได้มอบถวายวิหารแต่พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โดยทำการฉลองวิหารไปด้วยคิดมูลค่า ๑๘ โกฏิ รวมเป็นปัจจัยที่ท่านได้บริจาคทั้งสิ้น ๕๔ โกฏิ พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรรษา ณ พระเชตวัน ๑๙ พรรษา และได้ตรัสพระสูตรไว้มากมายเช่น มงคลสูตร เป็นต้น

พระพุทธองค์ได้เสด็จจาริกเมืองสาวัตถี  เพื่อไปโปรดมหาชนบ่อยครั้ง  จนกระทั่งถึงพรรษากาลที่  ๒๑  จึงได้ประทับอยู่อย่างถาวร  พระพุทธองค์ประทับอยู่เมืองสาวัตถีรวม  ๒๕  พรรษา  (ประทับอยู่เชตวันมหาวิหาร  ๑๙  พรรษา  และวัดบุพพาราม    พรรษา)

                พระอารามต่อมาคือ  วัดบุพพาราม  อยู่ในสวนนอกเมืองไปทางทิศตะวันออก ซึ่งสร้างโดยมหาอุบาสิกานามว่า วิสาขา สะใภ้ของคฤหบดีเมืองสาวัตถี นางได้สร้างอาคารมีห้องพักถึง ๑,๐๐๐ ห้อง พระพุทธองค์ทรงมีพระบัญชาให้งานก่อสร้างอาคารนี้อยู่ภายใต้การแนะนำของพระมหาโมคคัลลานะเถระ โดยสิ้นเงินในการก่อสร้าง และสมโภชรวม  ๓๑  โกฏิ พระองค์ได้เสด็จจำพรรษาในบุพพารามในเวลากลางคืน ในบุพพารามนี้พระพุทธองค์ ได้แสดงพระสูตรได้หลายสูตร เช่นอัคคัญญสูตร ในทีฆนิกาย อุฏฐานสูตร ในสุตตนิบาต เป็นต้น

                และมีพระอารามแห่งที่ ๓ คือ ราชการาม ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงสร้างไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง แรกทีเดียวสถานที่ตั้งพระอารามนี้เป็นที่ของคณาจารย์นอกพระพุทธศาสนา แต่พระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อจะสนองพระพุทธประสงค์ จึงทรงย้ายสำนักของคณาจารย์เหล่านั้นออกไปเสีย และได้ทรงสร้าง พระอารามไว้ให้กับนางภิกษุณีและในจำนวนนางภิกษุณีเหล่านี้นางสุมณา ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระองค์เอง ณ ราชการามนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง นันทโกวินทสูตร และพระธรรมเทศนาอื่น ๆ อีกหลายสูตรใน       สังยุตตนิกาย

                ทั้งอนาถบิณฑิกะเศรษฐีและมหาอุบาสิกาวิสาขา  เป็นผู้มีอุปการะมากต่อพระพุทธศาสนา  จนได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า  “ไม่มีผู้ใดยิ่งไป กว่ามหาอุบาสกอุบาสิกาสองท่านนี้  ว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายในการถวายทาน”

 

                                               

สาวัตถีในปัจจุบัน

                ปัจจุบัน  ภายในพระเชตวันมหาวิหาร  มีเส้นทางเดินไปทัศนศึกษา ในเขตพุทธสถานมี ธรรมศาลา  กุฎีสงฆ์  บ่อน้ำ

                ที่เห็นเป็นซากอิฐสีแดง ๆ  ก่อเรียงรายเป็นของทำขึ้นใหม่ต่อจากแผนผังเดิมในส่วนกลาง พุทธสถานจะเป็นมูลคันธกุฎีที่ประทับจำพรรษา กาลของพระพุทธองค์เป็นจุดเด่น  มีเจดีย์องค์น้อย เป็นจุดสนใจ  เพื่อน้อมสักการะบูชา  ส่วนด้านหน้ามูลคันธกุฎีเป็นธรรมศาลา

                ภายในกลุ่มราวป่ามีเส้นทางตัดตรงไป  เป็นเขตกำแพงมหานคร สาวัตถี  มีต้นไม้ใหญ่น้อย ปกคลุมหมด  มีสิ่งที่ควรเยี่ยมชม  คือบ้านองคุลิมาล  เป็นเพียงเนินดินสูง ๆ  และบ้านของอนาถบิณฑิกะ  ถ้าประสงค์จะไปชม วัดบุพพารามก็มีเส้นทางเกวียนตัดป่าออกทุ่ง  ตรงไปยังท่าน้ำอจิรวดี  จากจุดบ้านองคุลิมาลไปประมาณ    กิโลเมตร  จะถึงท่าน้ำผ่านวัดบุพพาราม  ซึ่ง ปัจจุบันทาง ราชการเพียงแต่ล้อมรั้วไว้เท่านั้น  ไม่ค่อยมีวัตถุอันเป็นสัญลักษณ์  อาจเป็นเพราะถูกกระแสน้ำพัดไปก็ได้  สำหรับสายน้ำอจิรวดี  ในเดือน มิถุนายน  บรรดาผู้คนและฝูงสัตว์สามารถผ่านข้ามได้  เพราะสูงแค่เสมอเข่า สังเกตริมฝั่งทั้งสองฟากสูงประมาณตึกชั้นเดียว

 

สถานที่สำคัญ

          ๑. ประวัติอานันทมหาโพธิ์

อานันทโพธิ์ หนังสือปูชาวัลลิยะ ของสมาคมมหาโพธิ์ เมืองกัลกัตตา กล่าวว่า... “แม้ว่ามหาวิหาร     เชตวัน จะเป็นที่ยังความสะดวกและความสงบให้เกิดได้ยิ่งกว่าสถานที่แห่งในๆ อันเป็นที่ประทับของพระเจ้า แต่พระองค์หาได้ประทับพักตลอดปีไม่ และแต่ละปีพระพุทธองค์ทรงประทับพักเพียง ๓ เดือนในพรรษาเท่านั้น ส่วนอีก ๙ เดือนของปีนอกฤดูฝน พระองค์เสด็จจาริกออกไปแสดงธรรมในคามนิคมชนบทและหัวเมืองอื่น

เมื่อพระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปสู่ที่อื่นประมาณปีละ ๙ เดือน ชาวนครสาวัตถีผู้เลื่อมใสในพระธรรม ใคร่จะทูลเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิจไม่ปรารถนาให้พระองค์เสด็จไประทับแห่งใด ๆ จึงพากันเกิดวิปปฏิสารเดือดร้อนใจ ปรึกษากันว่า จะทำไฉนหนอ จึงจะทูลเชิญพระองค์ให้ประทับอยู่ตลอดปีได้ เมื่อพระองค์ต้องเสด็จไป ก็ทำให้เกิดความอ้างว้างใจ จะหาสิ่งใดของพระองค์ให้ปรากฏอยู่เป็นเครื่องระลึกแทนองค์พระพุทธเจ้าได้

                ความนี้ทราบถึงสาวกของพระพุทธจ้ามีพระอานนท์เถระ พุทธอุปัฏฐาก เป็นต้น จึงทราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระมหากรุณา เพื่อจะยังมหาชนให้สมปรารถนา จึงรับสั่งพระอานนท์ น้ำกิ่งโพธิ์ ที่ตำบลพุทธคยา มาปลูกไว้ที่หน้ามหาวิหารเชตวัน เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนพระองค์จักได้เป็นที่บูชากราบไหว้ของคนทั้งปวง

         ครั้งนั้นพระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกฝ่ายซ้ายทราบความประสงค์ของพระพุทธจ้า จึงทูลอาสาแสดงฤทธิ์ โดยเหาะไปในอากาศถึงตำบลพุทธคยา น้ำเอากิ่งโพธิ์กลับมายังวิหารเชตวันได้ในวันเดียวกันนั้น

               ครั้นนำกิ่งโพธิ์มาแล้ว ก็มีการปรึกษากันว่า ผู้ใดจักสมควรเป็นผู้ปลูก ชาวเมืองและพระสงฆ์พร้อมใจกันถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าปเสนทิโกศลให้ทรงเป็นผู้ปลูก แต่พระราชาทรงปฏิเสธโดบอกว่า ฐานะของกษัตริย์ ย่อมไม่มั่นคงถาวร ทายาทที่จะมาภายหลังจะให้ความคุ้มครองบำรุงรักษาต้นโพธิ์นี้ต่อไปได้หรือไม่ก็ไม่ทราบได้ จึงควรยกเกียรตินี้ให้แก่คนอื่น ในที่สุดได้ตกลงให้ท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐีเป็นผู้ปลูก เพราะด้วยคิดกันว่า ต้นโพธิ์จะอยู่ภายในที่สำคัญของท่านอย่างหนึ่ง และท่านมีบริวาร ข้าทาสหญิงชายมากคงสืบตระกูลช่วยกันรักษาต้นโพธิ์ต่อๆ กันไปได้อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปลูกเสร็จก็ได้มีการฉลองต้นโพธิ์ และพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จประทับนั่งอยู่ภายใต้ต้นโพธิ์ ๑ ราตรี ตั้งแต่นั้นมาชาวเมืองก็พากันกราบไหว้ต้นโพธิ์แทนพระพุทธเจ้าที่ชื่ออานันทโพธิ์ เพราะพระอานนท์เป็นผู้จัดการเรื่องการปลูกต้นโพธิ์นั่นเอง

 

                ๒. สถานที่ธรณีสูบพระเทวทัตต์ นางกิญจมาณวิกา และนันทมาณพ

                สถานที่นี้ ปัจจุบันอยู่ตรงกันข้ามกับประตูวัดพระเชตวัน ประตูแรก อยู่หลังวัดศรีลังกา สังเกตได้จากสระน้ำด้านหลังวัด สถานที่ธรณีสูบ นางกิญจมาณวิกา ปัจจุบันอยู่ตรงกันข้ามกับประตูที่ ๒ อยู่หลังวัดจีน สังเกตได้จากสระน้ำเช่นเดียวกัน สถานที่ นันทมาณพ ถูกธรณีสูบ สังเกตได้ก่อนได้ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปบ้านท่านองคุลิมาล ถึงด้านขวามือ จะเป็นสระน้ำเช่นกัน

          ๓. ปราสาทอนาถบิณฑิกะเศรษฐี

                เป็นสถูปบ้านของท่านอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ที่ทางการได้อนุรักษ์ไว้  ยังเห็นรูปทรงบ้านและที่เก็บสมบัติของท่านเศรษฐีไว้ทำบุญและแจกผู้คนที่ยากไร้

                ๔. ปราสาทพราหมณ์ปุโรหิต (พระบิดาขององคุลิมาล)

                เป็นสถูปบ้านของท่านปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล คือพ่อของท่านองคุลิมาล สามารถลอดใต้สถูปนั้นได้ ถ้าใครลอดผ่านไปได้จะสมความปรารถนาทุกประการ โดยเฉพาะคู่ครอง

                ๕. สถูปที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ (เนินป่ามะม่วงคัณฑัมพะ)

                เป็นสถูปที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ให้นักบวชนอกศาสนา พร้อมทั้งเทวดาในหมื่นจักรวาลและประชาชนทั่วไปได้เห็น

          ๖. วัดไทยสาวัตถี

                วัดไทยสาวัตถีแห่งนี้ได้รับการอุปถัมภ์บำรุงจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาตลอด ได้มีการสร้างกุฏิ   ที่พักสงฆ์ และที่พักของผู้แสวงบุญ และสร้างอุโบสถทรงไทย จนเสร็จเรียบร้อย ซึ่งมีพระมหาประเสริฐ     มหาปุญฺโญ (ฤษีเสริฐ) ชาวกัมพูชา เป็นเจ้าอาวาส เคยพักจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพน กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อมหาประเสริฐ ได้มรณภาพวัดแห่งนี้ก็มีพระภิกษุชาวกัมพูชาเป็นผู้ดูแล

๗. วัดไทยเชตวันมหาวิหาร

          กำลังดำเนินการก่อสร้าง ในพื้นที่ประมาณ ๒๕ ไร่ ใกล้กับที่แสดงยมกปาฎิหาริย์ ดำเนินการก่อสร้างโดยพระราชรัตนรังสี (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย เป็นประธานดำเนินงาน

                ๘. แดนมหามงคล

                แดนมหามงคล ดำเนินการก่อสร้างโดยพระแม่ในแดนธรรม อุบาสิกาบงกช ใช้ศิลปกรรมแบบไทย มีอาคารหลังใหญ่ ๓ หลัง และมีที่พัก มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่สามารถมองเห็นได้จากวัดพระเชตวัน มีเนื้อที่ประมาณ ๒๐๐ ไร่เศษ มีศิษยานุศิษย์ผู้ศรัทธาทำงานด้วยความมานะพยายาม ไม่มีค่าแรง มีแต่บุญเท่านั้น ปัจจุบันกำลังก่อสร้างอาคารหอพระไตรปิฎกนานาชาติ เป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชมและกราบไหว้อย่างยิ่ง

 

 

----------------------------------------

 

*********


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


 

   

       ประวัติครูอาจารย์
       บรรพบุรุษกวย
       ประวัติศาสตร์กวย


       โครงการจัดสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
       หลักปฏิบัติ
       กิจกรรมการปฏิบัติ
       ระเบียบการปฏิบัติ
       ติดต่อเข้าปฏิบัติ
       แผนที่การเดินทาง


       สังเวชนียสถาน
       ลุมพินี
       ราชคฤห์
       นาลันทา
       พุทธคยา
       สารนาถ
       ไวสาลี
       สังกัสสะ
       สาวัตถี
       กุสินารา
       อชันตา
       แอลโลร่า
       ประวัติเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ อินเดีย*
       ประวัติพระปางปฐมเทศนา สารนาถ
       ประวัติหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       ประวัติหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทา อินเดีย


       พุทธคยา ดงคสิริ ราชคฤห์ นาลันทา
       สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
       สังเวชนียสถาน และถ้ำอชันตา แอลโรล่า
       สังเวชนียสถาน และทัชมาฮาล
       แนะนำไหว้พระอินเดีย - ตามรอยบาทพระศาสดา


       เช่าบูชาหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       เช่าบูชาพระปางปฐมเทศนา สารนาถ หินดำแท้ อินเดีย
       เช่าบูชาหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทาแท้ อินเดีย
       ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล อินเดีย
       เช่าบูชากุมารน้อย หรือเบบี้บุดด้า Baby Buddha
       เช่าบูชาพระปางปรินิพพาน กุสินารา
       เช่าบูชาเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       เช่าบูชาล็อคเก็ตพระพุทธเมตตา ล็อคเก็ตอินเดีย


       แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
       ทางตอนเหนือ ประเทศกัมพูชา
       จังหวัดสุรินทร์
       จังหวัดศรีสะเกษ
       จังหวัดบุรีรัมย์
       จังหวัดอุบลราชธานี
       จังหวัดสุพรรณบุรี
       จังหวัดสระแก้ว


       ข่าวสด
       มติชน
       สยามรัฐ
       คมชัดลึก
       เดลินิวส์
       ไทยรัฐ


ศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกวย (ส่วย)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะสลัก ๓ ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
โทร/โทรสาร. ๐๒-๒๒๑-๘๘๙๑, ๐๒-๒๒๓-๖๓๕๒, ๐๘๑-๗๒๑-๕๒๔๑
© COPYRIGHT 2008 ALL RIGHTS RESERVED WWW.KUAY.ORG