มีคนชมอยู่ 34 คน
หน้าหลัก ð เว็บบอร์ดð ðสมุดเยี่ยมðติดต่อเรากวยð รูปภาพ ð วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2560
    ผู้เข้าชม : 1065236 คน

       ศิลปวัฒนธรรมกวย
       วิถีชีวิตกวย
       ช้างกับกวย
       พิธีกรรมกวย
       ห้องสมุดกวย
       โครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้กวย
       โครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       วีดิทัศน์ประวัติศาสตร์และพิธีกรรมกวย/ส่วย

       โครงการสร้างอุทยานทางพระพุทธศาสนา
       เจดีย์
       พระพุทธรูป
       รูปเหมือนบุคคลสำคัญ
       สังเวชนียสถาน
       สิ่งศักดิ์สิทธิ์

       ภาษากวย(ส่วย)
       สนทนาภาษากวย
       ฟังเสียงพุทธธรรมภาษากวย
       พจนานุกรมกวย
       ภาษาบังคับช้าง

       ประวัติศาสตร์กวย
       วิถีชีวิตชาวกวย
       การศึกษาวิเคราะห์มรรควิธีแห่งโกอาน

       หลักสูตรพระพุทธศาสนา
       สื่อการสอนพระพุทธศาสนา
       แผนการสอนพระพุทธศาสนา
       กิจกรรมการเรียนการสอน
       ที่อยู่สถาบันอุดมศึกษา

       ข้าวมะลิ
       ผ้าไหม
       ผลิตภัณฑ์ OTOP กวย

       มูลนิธิกวย
       ทุนนิธิกวย
       ทุนการศึกษากวย
       มูลนิธิหลวงพ่อพระพุทธเมตตา

       วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ
       มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย
       วัดไทยไวสาลี อินเดีย
       วัดไทยพุทธกตัญญูรัชคุณวิหาร อินเดีย
       จังหวัดสุรินทร์
       อำเภอสังขะ
       สถาบันการศึกษา
       หมู่บ้านในเขตตำบลขอนแตก
       วัดในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนในเขตตำบลขอนแตก
       โรงเรียนจิตรลดา

       สมาชิกเข้าระบบ
       ลืมรหัสผ่าน
       สมัครสมาชิกใหม่




เธเธธเธชเธดเธ™เธฒเธฃเธฒ

****

ที่ตั้งเมืองกุสินารา

                กุสินารา  เมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ปัจจุบันตั้งอยู่    ตำบลกาเซีย  เมืองโครักขปูร์   รัฐอุตตรประเทศ   ประเทศอินเดีย  ในปัจจุบันถ้ากล่าวถึงกุสินารา  ก็จะหมายถึงสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์   กุสินาราจึงเป็น    ในสังเวชนียสถาน    ตำบล  อันกุลบุตรกุลธิดาผู้มีศรัทธาควรได้ไปทัศนาและบูชาสักการะ  ซึ่งจะเป็นเหตุให้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้

กุสินาราในอดีต

                เมืองกุสินารานี้ในอดีตมีนามว่า  เมืองกุสาวดี เป็นราชธานี เป็นมหานครอันไพศาล โดยส่วนยาวด้านบูรพาและปัจฉิม ๑๒ โยชน์ โดยส่วนกว้างด้านทิศอุดรและทักษิณ ๗ โยชน์ มีพระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงพระนามว่า  มหาสุทัสสนะ  เป็นเมืองที่มั่งคั่งรุ่งเรือง  มีพลเมืองหนาแน่น สมบูรณ์ด้วยแก้ว    ประการ   มีชนมากมายหนาแน่น  ข้าวปลาอาหารหาได้ง่าย  กุสาวดีราชธานี  มิได้เงียบจากเสียง  ๑๐  ประการ  ทั้งกลางวันและกลางคืน คือ  เสียงช้าง  เสียงม้า  เสียงกลอง  เสียงตะโพน  เสียงพิณ  เสียงขับร้อง  เสียงกังสดาล  และสียงประโคมและเสียงป่าวประกาศว่า  “ท่านทั้งหลาย  จงบริโภค  จงดื่ม  จงเคี้ยวกิน”

                ในอรรถกถาสุมังคลาวิลาสินี แสดงเหตุผลที่ทรงพิจารณาเลือกเมืองกุสินาราเป็นที่ปรินิพพานไว้ว่า

               . เพื่อแสดงมหาสุทัสสนสูตร  ชนเป็นอันมากเมื่อฟังธรรมของพระตถาคตแล้วจักสำคัญ กุศลว่าควรกระทำ

                . เพื่อทรงโปรดปัจฉิมสาวก  คือ สุภัททปริพาชก  ให้บรรลุ มรรค  ผล  นิพพาน

                .  เพื่อโทณพราหมณ์จักระงับการวิวาท  และทำหน้าที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ

               กุสินารานั้น  ในอดีตกาลยังเป็นที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของ พระพุทธเจ้าพระนามว่า  ผุสสะ  อีกด้วยเช่นกัน

กุสินาราสมัยพุทธกาล

                กุสินาราสมัยพุทธกาลเป็นเมืองหลวงของแคว้นมัลละ  มัลลกษัตริย์ เป็นผู้ครองเมืองนี้  (แคว้นมัลละแบ่งเป็น    ส่วน  ส่วนหนึ่งมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง  อีกส่วนหนึ่งมีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง)  สาลวโนทยาน สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์ตั้งอยู่    ทางเข้าเมืองกุสินารา

ปรินิพพาน

                เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาโดยลำดับจนถึงสาลวโนทยานแล้ว  เสด็จ เข้าไปยังควงไม้สาละ ทั้งคู่  รับสั่งให้ท่านพระอานนท์จัดตั้งเตียงระหว่างควงไม้สาละทั้งคู่นั้น หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ แล้วประทับสีหไสยาสน์

               พระอุปวาณะยืนถวายงานพัดอยู่    เบื้องพระพักตร์  พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณว่า  เทวดาจำนวนมากจากหมื่นโลกธาตุ (หมื่นจักรวาล) มีความปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ก่อนแต่ปรินิพพานพระองค์จึงรับสั่งให้พระอุปวาณะ หลบออกไป  เพราะบังพระพุทธองค์

               สุภัททปริพาชก  อาศัยอยู่ในกรุงกุสินารา  ทราบข่าวว่าพระพุทธองค์จะปรินิพพานในปัจฉิมแห่งราตรีวันนี้  จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์  เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์แล้ว เกิดศรัทธาเลื่อมใสทูลขอ บรรพชาอุปสมบท  ทรงอนุญาตและมอบให้ท่านพระอานนท์จัดการบรรพชาอุปสมบทให้  เมื่อบวชแล้วก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก่อนพระพุทธองค์ปรินิพพาน  เป็นปัจฉิมสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ขณะทรงมีพระชนม์ชีพอยู่

ทรงให้พระธรรมวินัยเป็นศาสดา

               “อานนท์  ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย  หลังจากเราล่วงลับไปแล้ว  ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย”

                ทรงให้ภิกษุที่อ่อนกว่าเรียกผู้แก่กว่าว่า  “ภันเต”  หรือ  “อายัสมา”   ก็ได้  ผู้แก่กว่าเรียกผู้อ่อนกว่า  โดยชื่อหรือตระกูล  โดยวาทะว่า  “อาวุโส”  ก็ได้

ทรงเปิดโอกาสให้ภิกษุทั้งหลาย  ทูลถามปัญหาความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องเกี่ยวกับ พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  มรรค  หรือในข้อปฏิบัติ  แต่ไม่มีภิกษุแม้แต่รูปเดียวที่ทูลถามปัญหาในขณะที่ทรงเปิดโอกาสให้นั้น ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาภิกษุในที่นั้น  มีคุณธรรมขั้นต่ำสุดเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ  มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิญาณในวันข้างหน้า

                ทรงตรัสปัจฉิมวาจาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้เรา ขอเตือนเธอทั้งหลายว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  เธอ ทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”  นี้เป็นพระปัจฉิมวาจาของ พระตถาคต  จากนั้นก็มิทรงตรัสอะไรอีกเลย

                เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว  ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง น่ากลัว  ขนพอง  สยองเกล้า  ทั้งกลองทิพย์ก็ดังกึกก้องขึ้นพร้อมกับการเสด็จ ดับขันธปรินิพพาน

                พวกเจ้ามัลลกษัตริย์  นำพระพุทธสรีระศพไปทางทิศอุดร  แล้วเชิญ เข้าสู่กลางพระนคร  ออกไปโดยทางทวารทิศบูรพา  แล้ววางพระพุทธสรีระศพบนจิตกาธาน    มกุฏพันธนเจดีย์ของเจ้ามัลลกษัตริย์  และถวายพระเพลิง    มกุฏพันธนเจดีย์นี้

                ก่อนแต่ถวายพระเพลิงนั้น  พระมหากัสสปะและภิกษุสงฆ์ใหญ่ ประมาณ  ๕๐๐  รูป  ได้เดินทางมาถวายบังคมทางด้านพระบาทของพระบรมศพพระศาสดาด้วยเศียรเกล้า  ครั้นถวายบังคมแล้ว  จิตกาธานก็ลุกโพลงขึ้นเองด้วยอานุภาพของเทวดา

               กษัตริย์ผู้ครองเมืองต่าง ๆ  มีเมืองราชคฤห์  เป็นต้น  เมื่อทราบข่าวว่าพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว  ต่างก็ส่งทูตมาเจรจาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากเจ้ามัลลกษัตริย์  เพื่อนำไปสักการบูชา    แคว้นของตน  แต่ เจ้ามัลละไม่ยอมให้  จนจะเกิดสงครามเพราะต่างก็ต้องการพระบรมสารีริกธาตุกัน  แต่โทณพราหมณ์ก็สามารถยุติเรื่องนี้ได้  และเป็นผู้แจกพระบรม สารีริกธาตุให้แก่บรรดากษัตริย์  แว่นแคว้นต่าง ๆ  ที่ยกทัพกันมา  ได้นำกลับ ไปยังเมืองของตน  กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อได้พระบรม  สารีริกธาตุกันแล้ว  ต่าง ก็นำไปบรรจุในสถูปและฉลองในเมืองของตน  เมื่อแจกพระบรมสารีริกธาตุ  เรียบร้อยแล้ว  กษัตริย์โมริยะ  เมืองปิปผลิวัน  มาทีหลังจึงได้อังคารธาตุ  (เถ้าถ่าน)  ไป  เมื่อได้แล้ว ก็สร้างสถูปบรรจุ  และทำการฉลองในเมืองปิปผลิ วันนั้น

               ส่วนโทณพราหมณ์เองได้ทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุไปสร้างสถูป และฉลองยังเมืองของตนเช่นกัน

                หลวงจีนถังซัมจั๋ง  หรือ  เฮี่ยนจัง  เรียก  กุสินารา  ว่า  เกา  สิน  นคโร  ปัจจุบันเรียกตาม ภาษาสันสกฤตว่า  กุศินาคาร์  ตามภาษาบาลีว่า  กุสินารา

                ซากของเมืองกุสินาราที่ได้หลักฐานยืนยันแน่นอนจากการขุดค้น ของนักสำรวจ  ก็คือสาลวโนทยาน  สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของ พระพุทธองค์  ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า  มาธา  กุนวาร  กา  โกฏิ  (Matha  kunwar  ka  kot)  ส่วนที่ยังไม่ได้ขุดค้นซึ่งนักโบราณคดีรวมทั้งชาวพุทธ ในอินเดียลงความเห็นว่า ได้แก่หมู่บ้านที่มีชื่อว่า อนรุธวา  หรือ  อนิรุธวา (Anarudhwa or Anirudhwa)  ซึ่งอยู่ห่างที่เสด็จปรินิพพานไปทางตะวันออก เฉียงใต้ใกล้กับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

พุทธสถานที่สำคัญ

                . มหาสถูปปรินิพพาน

                พระเจ้าอโศกมหาราชเคยเสด็จมายังสถานที่ปรินิพพาน    เมือง กุสินาราแห่งนี้  และได้ บริจาคพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่งโปรดดำริให้ก่อ สร้างพระสถูปขนาดใหญ่ขึ้น    สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน  ภายใต้ต้นสาละทั้งคู่  เมื่อวันเพ็ญวิสาขาบูชา  โดยสร้างคร่อมพระแท่นปรินิพพาน  พร้อมด้วยต้นสาละนั่นเอง  มีลักษณะทรงบาตรคว่ำ  สูงราว  ๗๐  ฟุต  บนยอดมีฉัตร    ชั้น

                หลวงจีนถังซัมจั๋ง ได้เดินทางมาถึงสถานที่ปรินิพพาน ได้พรรณนาไว้ตอนหนึ่งว่า “กุสินาราเมืองหลวงของมัลลกษัตริย์ อยู่ในสภาพซากปรักหักพัง มองเห็นเมืองและหมู่บ้านเป็นสถานที่ร้าง จะมีคนอยู่อาศัยภายในกำแพงเมืองเก่าเพียงเล็กน้อย”

                สถูปปรินิพพานนี้มีการบูรณะกันหลายสมัยด้วยกำลังแห่งศรัทธา  จึงทำให้สถูปนี้สูงใหญ่ขึ้น  และกาลเมื่อพุทธศาสนาเสื่อมทรุดลง  ก็เป็นเหตุให้ทรุดโทรมลงไปด้วยตามลำดับ

                . วิหารปรินิพพาน

                วิหารปรินิพพาน หรือวิหารพุทธไสยาสน์ มีบันไดอิฐสูงขึ้นไปบนเนิน ภายในสถูปมีพระพุทธไสยาสน์อยู่บนพระแท่น ทำด้วยหินทรายแดง หรือเรียกว่า จุณศิลา องค์พระยาว ๒๐ ฟุต สูง ๒ ฟุต ๑ นิ้ว ที่พระแท่นมีรูปสลักของสุภัททะปริพาชกกำลังเข้าไปขอบวช และมีรูปพระอนุรุทธะ และพระอานนท์อยู่ด้วย มีอายุราว  ,๕๐๐  ปี  ผู้สร้างพระพุทธเจ้าไสยาสน์องค์นี้คือ เศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ธรรมทินนา เป็นชาวเมืองมถุรา

                 ๓.  วิหารมถากัวร์

                วิหารแห่งนี้อยู่ริมถนน ห่างจากสถูปที่ปรินิพพานประมาณ ๕๐๐ เมตร ชาวบ้านเรียกกันว่า มาถาบาบา หรือ มาถา บาบากิ มูรติมณฑีร แปลว่า มณฑลปพระตาย ภายในพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางภูมิสัมผัสสร้างด้วยหินสีดำ สมัยปาละ ท่านเซอรื อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม เมื่อมาที่นี่ครั้งแรกได้บันทึกไว้ว่า ขุดได้ใต้ต้นโพธิ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐ (ค.ศ. ๑๘๖๐) นางอูโฟเที้ยว เศรษฐีชาวพม่าผู้บูรณะมหาปรินิพพานสถูป จึงมาสร้างวิหารแห่งนี้ไว้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกด้วย

                . มกุฏพันธนเจดีย์

                มกุฏพันธนเจดีย์  สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระนั้น  ปัจจุบันมี ชื่อท้องถิ่นว่า  รามภาร์ - กา - ดีลา  (Rambhar  ka  tila) 

                ในครั้งพุทธกาล  เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเข้ารับตำแหน่ง เป็นผู้บริหารบ้านเมือง  มัลลกษัตริย์ได้ยกขึ้นเป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ  โดยตั้งเชิงตะกอนขึ้นในบริเวณมกุฏพันธนเจดีย์  เมื่อถวายพระเพลิง แล้วจึงก่อพระสถูปขึ้น ณ  ที่ถวายพระเพลิง  ท่ามกลางทาง     แพร่ง  สถูปนั้น ปัจจุบันชาวบ้านเรียกว่า  รามาภาร์  บันทึกของหลวงจีนถังซัมจั๋ง  กล่าวไว้ว่า เห็นวิหารใหญ่หลังหนึ่งชื่อ  มกุฏพันธนเจดีย์  มีภิกษุอยู่ในวิหารนี้ถึง  ๑๐๐  รูป

                ผู้ค้นพบสถูปมกุฏพันธนเจดีย์  คือ  ท่านหิรนันท์ศาสตรี  พบในปี      .. ๑๙๑๐ (..๒๔๔๓)  องค์สถูปเดิมเป็นเนินดิน  ในปี  .. ๑๙๕๐  (.. ๒๔๙๓)  ได้มีการขุดรอบบริเวณฐานของสถูป และบูรณะซ่อมแซมเสริมให้ มีความสมบูรณ์

                . สถานที่แจกพระบรมสารีริกธาตุ

                บันทึกของหลวงจีนถึงซัมจั๋ง  ในปี  .. ๑๑๖๓  - ๑๑๙๘  กล่าวไว้ ตอนหนึ่งว่า  “เห็นเสาหิน ของพระเจ้าอโศกมหาราชอีกอันหนึ่งปักอยู่ที่หน้าสถูปอันเป็นที่ที่มีการแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุ”  สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ด้าน ทิศตะวันออกระยะทางประมาณ    กิโลเมตร  จากสถูปใหญ่  (สถูปปรินิพพาน)  อยู่ห่างจากเส้นทางกุสินารา - เดวาเรีย  ออกไปทางทิศใต้ประมาณ  ๓๐๐  เมตร  ปัจจุบันเป็นกองดินขนาดกลาง ๆ  มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ยืนต้นอยู่ข้าง ๆ สถานที่ตรงนี้  ไม่ค่อยมีผู้คนรู้จักและเอกสารต่าง ๆ  อ้างถึงไม่มากนัก  แต่ ชาวบ้านยังมีการสืบต่อด้วยความเชื่อ  เรื่องราวความสำคัญไว้  และเรียกชื่อ สถูปนี้ว่า  โทณพราหมณ์เจดีย์หมายถึงสถูปที่เป็นอนุสรณ์ของโทณพราหมณ์ ที่แจกพระบรมสารีริกธาตุหรือที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนั่นเอง

          ๖. แม่น้ำกกุธานที

                ก่อนถึงเมืองปาวา ๗ กม. จะผ่านแม่น้ำที่พระพุทธเจ้า ทรงลงสรงสนาน ดื่มฉัน มีชื่อว่า “กกุธานที ขณะนี้ยังมีน้ำไหลระรินอยู่ตลอดปี

                ๗. สถูปบ้านนายจุนทะ

                เป็นสถูปเนินดินอยู่ห่างจากกุสินารา ประมาณ ๒๐ กิโลเมตรเป็นสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างครอบบ้านนายจุนทะเดิม โดยเห็นว่านายจุนทะกัมมารบุตร (บุตรช่างทอง) นั้นเป็นผู้มีบุญคุณต่อพระพุทธศาสนาที่เป็นผู้ถวายอาหารมื้อสุดท้ายต่อพระพุทธเจ้า จึงได้สร้างสถูปเป็นอนุสรณ์ ซึ่งตั้งอยู่กลางชุมชนเมืองปาวา ปัจจุบันยังไม่มีการขุดค้นแต่ประการใด มีเพียงทางการได้นำลวดหนามมาล้อมไว้เท่านั้น

                . วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

                วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสาลวโนทยาน กับมกุฏพันธนเจดีย์  ห่างกันด้านละ  ๕๐๐  เมตร  ตั้งอยู่ในจังหวัดกุสินาคาร์   รัฐอุตตรประเทศ  มีเนื้อที่ประมาณ  ๑๔  ไร่  สร้างขึ้นเมื่อปี  ..  ๒๕๓๗ โดยพุทธศาสนิกชนชาวไทย  เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา  และเฉลิมพระเกียรติ การครองสิริราชสมบัติครบ  ๕๐  ปี  และเฉลิมพระชนมพรรษาครบ    รอบ  ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ  พระราชทานชื่อวัดว่า  วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์  ปัจจุบันมีพระราชรัตนรังษี (วีระยุทธ์ วีรยุทฺโธ Ph.D.) เป็นประธานสงฆ์  อยู่ภายใต้การบริหารของพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย

 

--------------------

 

*********


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


       สุดยอดพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ปะชิหมอช้าง” ของหมอช้างรุ่นเก่าอายุ 90 ปี สู่หมอช้างรุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2560 วันช้างไทย ที่สำนักสงฆ์วัดป่าอาเจียง บ้านหนองบัว ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ โดยพระสมุห์หาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาส และมีคุณตาบุญมา แสนดี อายุ 90 ปี ซึ่งเป็นหมอช้าง ที่มีอายุมากที่สุด ที่เป็นหมอช้าง คนคล้องช้าง ที่มีอายุยืนที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้นำบรรดาหมอช้างรุ่นเก่า ที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป ประกอบพิธี "ปะชิหมอช้าง" หรือ แต่งตั้งหมอช้างรุ่นใหม่ สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง และการเลี้ยงช้าง ทุกคนจะนุ่งห่ม ผ้าไหม คล้องตัวด้วยผ้าขาวม้าไหม ประดับด้วยเครื่องเงิน นำเครื่องเซ่นไหว้ ไก่ต้ม ข้าวสุก กล้วย น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมทั้งเชือกปะกำช้าง หรือ เชือกคล้องช้าง ที่ทำมาจากหนังควาย และตะขอควบคุมช้าง สิ่งของจำเป็นในการคล้องช้าง นำเข้าประกอบพิธีปะชิหมอช้าง จะมีควาญช้างที่เป็นผู้ชาย มีช้างเป็นของตนเองและเลี้ยงช้างมาเป็นเวลา ถึงเวลาที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นหมอช้าง สืบทอดวิชาคล้องช้าง ควบคุมช้าง เลี้ยงช้าง ทดแทนกับหมอช้างรุ่นปู่ รุ่นตา ที่มีอายุมากแล้ว คุณตาบุญมา แสนดี เป็นประธานนำประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้กับหมอช้างรุ่นใหม่ ซึ่งมีหมอช้างอีก 6 คน ได้เป็นผู้ร่วมประกอบพิธี มีการขอขมา บูชา เจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำตัวช้างและเชือกปะกำช้าง และร่วมกันบริกรรมอาคา ลงที่ตัวหมอช้างรุ่นใหม่ พร้อมทั้งให้หมอช้างรุ่นใหม่ ขึ้นไปควบคุมช้างบนหลังช้างถือปะกำคล้องช้าง ควบคุมช้าง และให้ช้างเดินรอบสถานที่ประกอบพิธี 3 รอบ และลงจากหลังช้างเป็นอันเสร็จพิธี คุณตาบุญมา แสนดี หมอช้างรุ่นเก่า อายุ 90 ปี บอกว่า วันนี้มีควาญช้างที่เป็นคนหนุ่มที่มีช้างเป็นของตนเอง เลี้ยงช้างมานาน มาขอให้ตนประกอบพิธีปะชิหมอช้างให้จำนวน 3 คน ก็ทำให้เขา เพราะตัวเองอายุมากแล้ว 90 ปีเต็ม ให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดวิชา และพิธีปะชิหมอช้างต่อไป
       ทำบุญเลี้ยงพระประจำหมู่บ้าน
       รวมงานชุมนุมแซมซาย

       ร.ร. พระปริยัติธรรมวัดโพธาราม เตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สมศ)
       ทำบุญแจกผ้าห่มและเกลือแก่ผู้ยากไร้ที่อินเดีย (ทำบุญแจกของอินเดีย)
       ขอเชิญร่วมทำบุญฉลองพระครูประภัทรจริยาภรณ์ วัดศรีบูรพาราม จ.สุรินทร์
       วัดไทยพุทธคยา อินเดีย วางศิลาฤกษ์อาคารพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย
       เชิญร่วมทำบุญทอดเทียน ๙ วัด ประจำปี ๒๕๕๓
       ขอเชิญศิษย์เก่าโรงเรียนหนองโสนวิทยาทุกคน ร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี
       ขอเชิญร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านอาวอก เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2552
       นักศึกษาชาวอเมริกาเดินบิณฑบาตออกหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

       ทำบุญโครงการสร้างอุทยานการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกวย
       ทำบุญโครงการสร้างช้างเผือกที่ใหญ่ที่สุด
       ทำบุญโครงการสร้างสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล อินเดีย
       ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนการตั้งมูลนิธิกวย
       นักศึกษามหาวิทยาลัยอัสสัมชันทำกิจกรรมความดี
       อนุโมทนาบุญผู้ร่วมสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน


 

   

       ประวัติครูอาจารย์
       บรรพบุรุษกวย
       ประวัติศาสตร์กวย


       โครงการจัดสร้างสำนักวิปัสสนากรรมฐาน
       หลักปฏิบัติ
       กิจกรรมการปฏิบัติ
       ระเบียบการปฏิบัติ
       ติดต่อเข้าปฏิบัติ
       แผนที่การเดินทาง


       สังเวชนียสถาน
       ลุมพินี
       ราชคฤห์
       นาลันทา
       พุทธคยา
       สารนาถ
       ไวสาลี
       สังกัสสะ
       สาวัตถี
       กุสินารา
       อชันตา
       แอลโลร่า
       ประวัติเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ อินเดีย*
       ประวัติพระปางปฐมเทศนา สารนาถ
       ประวัติหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       ประวัติหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทา อินเดีย


       พุทธคยา ดงคสิริ ราชคฤห์ นาลันทา
       สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
       สังเวชนียสถาน และถ้ำอชันตา แอลโรล่า
       สังเวชนียสถาน และทัชมาฮาล
       แนะนำไหว้พระอินเดีย - ตามรอยบาทพระศาสดา


       เช่าบูชาหลวงพ่อพระพุทธเมตตา อินเดีย
       เช่าบูชาพระปางปฐมเทศนา สารนาถ หินดำแท้ อินเดีย
       เช่าบูชาหลวงพ่อองค์ดำ นาลันทาแท้ อินเดีย
       ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างโรงพยาบาลภูริปาโล อินเดีย
       เช่าบูชากุมารน้อย หรือเบบี้บุดด้า Baby Buddha
       เช่าบูชาพระปางปรินิพพาน กุสินารา
       เช่าบูชาเจดีย์พุทธคยา อินเดีย
       เช่าบูชาล็อคเก็ตพระพุทธเมตตา ล็อคเก็ตอินเดีย


       แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว
       ทางตอนเหนือ ประเทศกัมพูชา
       จังหวัดสุรินทร์
       จังหวัดศรีสะเกษ
       จังหวัดบุรีรัมย์
       จังหวัดอุบลราชธานี
       จังหวัดสุพรรณบุรี
       จังหวัดสระแก้ว


       ข่าวสด
       มติชน
       สยามรัฐ
       คมชัดลึก
       เดลินิวส์
       ไทยรัฐ


ศูนย์กลางการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมกวย (ส่วย)
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ คณะสลัก ๓ ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
โทร/โทรสาร. ๐๒-๒๒๑-๘๘๙๑, ๐๒-๒๒๓-๖๓๕๒, ๐๘๑-๗๒๑-๕๒๔๑
© COPYRIGHT 2008 ALL RIGHTS RESERVED WWW.KUAY.ORG